เอกสาร "online"

 

เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมสำหรับบุคคลออทิสติก

เครื่องมือของครูหรือผู้สอนที่จะต้องใช้ ในการฝึกทักษะหรือการสอนผู้เรียนออทิสติกหรือผู้เรียน PDDs

ดนุนุช ตันมณี(นามปากกา) /ประมวลและเรียบเรียง

 

คำนำ

ทฤษฎีการเรียนรู้

เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม

เทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์

เทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย

เทคนิคการแนะ

เทคนิคการให้รางวัลและการลงโทษ

เทคนิคการตะล่อมกล่อมเกลาทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆ

เทคนิคการสานต่อพฤติกรรม

เทคนิคการขยายผลพฤติกรรม

เทคนิคการคงรักษาไว้ซึ่งพฤติกรรมที่ทำได้แล้ว

เทคนิคการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

หลักการจำแนกกำหนดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

กระบวนการวิเคราะห์พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

วัตถุประสงค์ของพฤติกรรม

สาเหตุของพฤติกรรม

รูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรม

กระบวนการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

การป้องกันการเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

การจัดการกับปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้า

บทสรุป

อ้างอิง

 

 

 

คำนำ

เพราะว่าออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม เป็นผู้เรียนที่มีปัญหาการเรียนรู้ผิดปกติ เนื่องจากสมองหรือระบบประสาทส่วนกลาง     และระบบประสาทรับสัมผัสมีโครงสร้างและองค์ประกอบทางสารเคมีแตกต่างไปจากผู้เรียนปกติในเกณฑ์เฉลี่ยทั่วๆ ไป อันส่งผลให้ผู้เรียนออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม    มีปัญหาการประมวลผลข้อมูลภายในสมองทำให้ผู้เรียนออทิสติกมีปัญหา  ทางด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้อย่างรอบด้าน

        เพราะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมฉะนั้น ในเบื้องต้น จึงต้องอาศัยองค์ความรู้ทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ นั่นคือ ทฤษฎีการเรียนรู้ และ เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม มาใช้ในการสร้างหรือสถาปนาฐานการเรียนรู้ให้แก่ออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม เพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนรู้แบบผู้เรียนปกติหรือก็เรียนรู้ในสิ่งที่ผู้เรียนปกติเรียนรู้ได้

        ปัญหาที่เผชิญหน้าผู้สอนไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง, ครูหรือครูพี่เลี้ยง อยู่ ณ เวลานี้ คือองค์ความรู้ตรงนี้อย่างเป็นระบบยังไม่มีและต่างก็ตระหนักกันว่า วิธีการหรือกระบวนการเรียนการสอนที่ใช้กับผู้เรียนปกติในเบื้องต้น ไม่อาจนำมาใช้กับผู้เรียนออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัมได้ หมายความว่า “เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม” เป็นเครื่องมือของผู้สอนที่จะเป็นตัวเชื่อมต่อส่งถ่ายผู้เรียนออทิสติกเข้าสู่ระบบการเรียนรู้แบบคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย เมื่อผู้เรียนเข้าใกล้หรือเข้าใจวิธีการเรียนรู้แบบคนปกติมากขึ้นเท่าใด “เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม” ก็อาจจะใช้น้อยลงเท่านั้น

เช่น ออทิสติกสเปกตรัมที่อยู่ในกลุ่มอาการที่ “เบา” พวก High function อย่างกลุ่มแอสเพอร์เจอร์ อาจใช้วิธีการสอนที่ใกล้เคียงกับเด็กปกติได้โดยง่าย แต่พวกที่อยู่ในกลุ่มอาการ ปานกลางค่อนไปทางหนักวิธีการสอนแบบที่ใช้กับเด็กปกติในเบื้องต้นแทบจะใช้ไม่ได้เลย

ด้วยเพราะออทิสติกที่อยู่ในกลุ่มอาการปานกลางค่อนไปทางหนัก ตามทฤษฎีแล้วมีเป็นจำนวนค่อนข้างมากกว่ากลุ่มพวกอาการ “เบา” ที่ “เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม” มีความจำเป็นมาก ทางกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ จึงเล็งเห็นว่า การประมวลองค์ความรู้ตรงนี้ให้เป็นระบบเพื่อส่งต่อให้ผู้สอนซึ่งอาจจะเป็นผู้ปกครองหรือครู โดยเฉพาะครูในระบบโรงเรียน เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่ง ของการพัฒนาการศึกษาพิเศษกลุ่มออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม

        กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ จึงคาดหวังว่า งานชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ ผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัมทุกคนทุกส่วนบ้างไม่มากก็น้อย คุณงามความดีของงานชิ้นนี้หากจะมีขอให้ส่งผลโดยตรงแก่ ออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัมทุกคนในประเทศนี้.

       

ทฤษฎีการเรียนรู้

            ทฤษฎีการเรียนรู้จัดเป็นศาสตร์อยู่ในวิทยาศาสตร์ประยุกต์ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาจิตวิทยา ที่เรียกว่า วิชาพฤติกรรมศาสตร์

        ที่ว่า   มีสิ่งเร้า-มีการตอบสนอง-มีผลที่ติดตามมา หากผลที่ติดตามมาเป็นที่น่าพึงพอใจ     การตอบสนองนั้น   ซึ่งหรือ อพฤติกรรมนั้น   ก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีก หากไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ    การตอบสนองนั้นหรือพฤติกรรมนั้น   ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกหรือเกิดขึ้นอีกน้อย

        พฤติกรรมหรือการตอบสนองจึงขึ้นอยู่กับการวางเงื่อนไขกับสิ่งเร้าและการวางเงื่อนไขกับผลที่ติดตามมา ด้วยหลักการง่ายๆ ขององค์ความรู้ตรงนี้ มนุษย์ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการปรับพฤติกรรมได้ทั้งกับของสัตว์และกับของมนุษย์ด้วยกันเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และทำพฤติกรรมที่ต้องการ

        เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม หมายถึงต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม พฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นที่ต้องการ จึงต้องเป็นพฤติกรรมที่มีคุณค่าทางสังคม หมายถึงพฤติกรรมที่สามารถทำให้มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนดำรงอยู่ได้ในสังคม ซึ่งตรงนี้มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนต้องเรียนรู้และได้รับการอบรมบ่มเพาะจากสังคม ทั้งในระดับครอบครัวชุมชนและจากระดับสังคมใหญ่โดยรวม

        ด้วยเพราะว่ามนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งที่ไม่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ การถือกำเนิดเกิดมาในแต่ละรุ่นจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง, ไม่สมบูรณ์ กระทั่งการกลายพันธุ์ ทำให้ประชากรมนุษย์บางส่วนมีพฤติกรรมและการเรียนรู้ที่ เบี่ยงเบนไปจนไม่สามารถมีพฤติกรรมซึ่งตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ทางสังคมของมนุษย์ปกติในเกณฑ์เฉลี่ยได้ จึงถูกมนุษย์ด้วยกันปฏิเสธไม่ให้เข้าอยู่ร่วมในสังคมและถูกจับแยกออกไปให้อยู่ต่างหาก

มนุษย์ออทิสติกและมนุษย์ออทิสติกสเปกตรัม ก็อยู่ในกลุ่มที่มีการเรียนรู้ผิดปกตินี้ด้วย เพราะพฤติกรรมปกติของออทิสติกล้วนแต่ไม่มีคุณค่าและไม่ตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ทางสังคม อันเป็นพฤติกรรมที่ต้องได้รับการปรับเพื่อให้สามารถมีพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ของสังคม จะได้อยู่ร่วมสังคมกับมนุษย์ปกติในเกณฑ์เฉลี่ยทั่วๆไปได้

        ความจำเป็นที่สังคมมนุษย์เกิดกลุ่มประชากรที่มีพฤติกรรมอันเบี่ยงเบนจนเข้าสังคมไม่ได้อันเป็นภาระต่อสังคมมนุษย์โดยรวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการจับแยกไปอยู่ต่างหาก เช่น สถาบันโรคจิต โรงเรียนดัดสันดาน โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทางต่างๆ ฯลฯ ทำให้สังคมมนุษย์โดยรวมต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งด้านอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณ์และอัตรากำลังบุคลากร ในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมหาศาลโดยไม่สามารถจะแก้การเข้ามาอยู่ร่วมสังคมของประชากรที่ถูกจับแยกไปอยู่ในสถานที่เหล่านั้นได้ ทั้งประชากรที่ถูกจับแยกไปเหล่านั้นก็ไม่ได้มี "คุณภาพชีวิต" ที่ดีขึ้น ทั้งก็ไม่สามารถสร้างอะไรที่เป็น "คุณ" ให้แก่สังคมได้ มีแต่ใช้ทรัพยากรของสังคมให้หมดลงไปเท่านั้น จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา  เทคนิควิธีการอบรบบ่มเพาะประชากรมนุษย์กลุ่มที่มีพฤติกรรมและการเรียนรู้ซึ่งเบี่ยงเบนไปนี้เสียใหม่

                ทั้งนี้จากฐานของหลักการแห่งทฤษฎีการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น  “เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม” ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการสอนและปรับพฤติกรรมของประชากรมนุษย์กลุ่มที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปนี้ ให้พฤติกรรมของพวกเขามีคุณค่าและมีความหมายทางสังคมจนสามารถ เข้าอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุขโดยไม่ต้องถูกจับแยกออกไปอยู่ต่างหากอีกต่อไป

 

เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม

        เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม (Teaching Behavior Techniques) จึงเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่จำเป็นสำหรับการจัดกิจกรรมการฝึกทักษะและการเรียนการสอนสำหรับเด็ก หรือบุคคลออทิสติกหนึ่งในประชากรมนุษย์กลุ่มที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจนเข้าสังคมไม่ได้ ที่ผู้สอนผู้เรียนออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม        สมควรจะต้องมีองค์ความรู้ตรงนี้        เพื่อให้การสอนเด็กหรือบุคคลออทิสติกเป็นไปได้และเป็นไปได้ง่ายขึ้น

        เทคนิคดังกล่าวนี้เท่าที่ประมวลได้ จะแบ่งเป็นเทคนิคสำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมใหม่ๆที่พึงประสงค์ และเทคนิคสำหรับการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ดังนี้

 

 เทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์

          สิ่งที่ผู้สอน(ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม)รวมทั้งมนุษย์ปกติทั้งสังคมจะต้องเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจผู้ที่เข้าใจแล้วมีหน้าที่จะต้องพร่ำอธิบายให้มนุษย์ปกติในสังคมทุกระดับเข้าใจ คือจะต้องเข้าใจกันว่ามนุษย์ออทิสติกหรือเด็กออทิสติกนั้น ถ้าไม่มีผู้สอน(ไม่ว่าจะเป็นใคร)มาสร้างมาสอนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้ พฤติกรรมซึ่งมีประโยชน์ซึ่งจำเป็นใช้ในการอยู่ร่วมสังคมกับมนุษย์ปกติ เด็กหรือมนุษย์ออทิสติกก็ไม่อาจมีพฤติกรรมพึงประสงค์ที่จะนำไปใช้ในการอยู่ร่วมสังคมกับมนุษย์ปกติได้

เทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์นี้ที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน ๗ เทคนิค โดยจะต้องใช้ให้ครบทุกเทคนิค ผู้เรียนออทิสติกจึงจะสามารถทำพฤติกรรมนั้นในสังคมได้เยี่ยงคนปกติ แต่ละเทคนิคมีรายละเอียดอย่างสังเขป ดังนี้

1.   เทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย (Discrete-Trial Training/DTT)

หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การวิเคราะห์งาน (Task analysis)

เทคนิคนี้หมายถึงว่า ผู้สอนจะต้องแตกทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อยๆ หลายๆส่วนหรือหลายๆ ขั้นตอนให้เป็นงานที่ง่ายที่สุดที่ผู้เรียนจะทำได้ แล้วเอาแต่ละส่วนแต่ละขั้นตอนนั้นมาแยกสอน ให้ผู้เรียนทำได้คล่องด้วยตัวเองในแต่ละส่วนหรือแต่ละขั้นตอน

นั่นคือผู้สอนต้องวิเคราะห์งานเช่น จะสอนให้ผู้เรียนออทิสติกอึแล้วล้างก้นจะต้องมาวิเคราะห์ว่า จะอึกับล้างก้นในสถานการณ์แบบไหน-ส้วมชักโครก หรือส้วมนั่งยองๆ? ใช้ขันหรือสายชำระหรือกระดาษชำระ? ยกตัวอย่างกรณีส้วมนั่งยองๆ และใช้ขันตักน้ำจากอ่างที่บ้าน  โดยที่ผู้เรียนยังไม่สามารถถอดกางเกงแค่ครึ่งเดียวแล้วอึได้ ผู้สอนอาจจะแบ่งงานเป็นขั้นดังนี้ :-

1) ผู้เรียนถอดกางเกงออกแขวนหรือวางไว้หน้าห้องน้ำ

2) ผู้เรียนนั่งยองๆบนฐานส้วมมือวางไว้บนเข่า

3) เมื่ออึเสร็จแล้วเอามือขวาเอื้อมไปหยิบขันน้ำจ้วงตักน้ำในอ่างมือซ้ายเตรียมถูก้น

4) มือขวาหยิบขันที่มีน้ำเต็มราดไปที่ก้นให้ถูกจากด้านหน้า มือซ้ายถูก้น –ไม่ใช้ราดทีเดียวหมดขัน     แต่จะสอนให้ผู้เรียนราดน้ำจาก     ขันในมือขวาอย่างไร    จึงจะสัมพันธ์กับมือซ้าย  ที่จะต้องขยับถูก้นจนสะอาด?

5) ลุกขึ้นจากฐานส้วมแล้วตักน้ำราดส้วมให้สะอาด

6) ล้างมือแล้วมานุ่งกางเกง

จะเห็นได้ว่าแค่การอึและล้างก้นแตกงานออกได้ถึง ๖ ขั้นตอน ต้องเอาแต่ละขั้นตอนมาสอนจนผู้เรียนทำได้ด้วยตัวเองจนคล่อง ถามว่าอึแล้วล้างก้นจะต้องแตกเป็น ๖ ขั้นตอนกับผู้เรียนทุกคนหรือไม่? ตอบว่าไม่ จะแบ่งทักษะหรืองานหรือพฤติกรรมที่จะสอนออกเป็นกี่ขั้นตอน ขึ้นอยู่กับ “พื้นฐานพฤติกรรม” (Base Lines) ของผู้เรียนแต่ละคน หมายถึงความสามารถ (abilities) ที่ผู้เรียนแต่ละคนมีอยู่ก่อนแล้ว อันนี้คงจะไปขยายความกันต่อในเรื่องทักษะต่างๆ ที่จะสอน

2.   เทคนิคการแนะ (Prompting)

ในการสอนทักษะหรือพฤติกรรมใดๆ เพื่อประกันให้ผู้เรียนสามารถตอบสนองหรือทำได้อย่างถูกต้อง ผู้สอนจะต้องใช้การแนะจากมากที่สุดตั้งแต่จับมือให้ทำบอกด้วยท่าทางบอกด้วยวาจาบอกด้วยสายตา บอกด้วยน้ำเสียง บอกด้วยตำแหน่ง-ชี้ให้ดูฯลฯ ไปจนกระทั่งไม่มีการแนะเลย การค่อยๆ ลดการแนะลงจากมากที่สุดไปน้อยที่สุดจนกระทั่งไม่มีการแนะเลยเราเรียกว่า การถอนการแนะ (Prompt Fading)

การถอนการแนะนี้จะต้องกระทำอย่างเป็นระบบโดยมีกฎทองว่า แนะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และถอนการแนะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้แต่จะต้องไม่ถอนเร็วเกินไปจนผู้เรียนไม่สามารถทำได้ แต่การถอนการแนะช้าหรือไม่ถอนเลยก็จะยิ่งเป็นผลเสียเพราะจะทำให้ผู้เรียนขึ้นต่อการแนะ

รวมทั้งห้ามการแนะอย่างไม่ตั้งใจ เช่น ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนชี้บัตรคำไหนโดยไม่ตั้งใจผู้สอนก็ชำเลืองไปยังบัตรคำนั้น ผู้เรียนก็เลยเดาคำตอบจากสายตาผู้สอน ผู้เรียนก็จะไม่สนใจที่บัตรคำที่ถูกแต่จะคอยดูว่าสายตาผู้สอนเหลือบไปที่บัตรคำไหนก็จะชี้บัตรคำนั้น เป็นต้น การแนะอย่างไม่ตั้งใจนี้ทำให้ผู้เรียนไม่เกิดการเรียนรู้ที่ผู้สอนต้องการ

ทั้งนี้ผู้สอนจะต้องจำให้ขึ้นใจ (Keep In Mind) เลยว่าเป้าหมายสุดท้ายของการสอนคือ ผู้เรียนรู้-เข้าใจและปฎิบัติทักษะหรือพฤติกรรมที่สอนได้ด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระ การแนะจึงจะต้องมีการถอนหรือถอยออก ไม่เช่นนั้นผู้เรียนออทิสติกจะมีปัญหาขึ้นต่อการแนะตามมาซึ่งแก้ยาก และในท้ายที่สุดผู้เรียนจะไม่สามารถทำอะไรอย่างอิสระในสิ่งแวดล้อมปกติเฉกเช่นคนปกติได้

ตัวอย่างการแนะจากมากที่สุดไปจนกระทั่งน้อยที่สุด จนไม่มีการแนะเลย  เช่น ผู้สอนจะสอนผู้เรียนให้นั่งเรียบร้อยบนเก้าอี้ ดังนี้ ผู้สอนด้วยคำสั่งว่า“นั่งลง”  (ผู้เรียนอยู่ในท่ายืนเก้าอี้อยู่ข้างหลังผู้เรียน”) ผู้เรียนไม่นั่ง (เพราะยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่านั่งลงทั้งยังไม่เข้าใจว่า จะต้องทำหรือตอบสนองอย่างไร) ผู้สอน-“ผิด” ผู้สอนสั่งว่า”นั่งลง”อีกเป็นครั้งที่สอง ผู้เรียนก็ยังไม่ตอบสนองอีก ผู้สอนก็ “ผิด” อีกเป็นครั้งที่สอง ผู้สอนสั่งอีก “นั่งลง” เป็นครั้งที่สาม แล้วจับตัวผู้เรียนให้นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วผู้สอนก็ “ดีมาก”พร้อมกับให้ขนมที่ผู้เรียนชอบ ทำอย่างนี้จนกระทั่งผู้เรียนเริ่มจะเข้าใจการตอบสนองต่อคำสั่ง การจับทั้งตัวผู้เรียนให้นั่งก็เขยิบมาเป็นใช้นิ้วจี้ที่พุงผู้เรียนแล้วกดปลายนิ้วเบาๆ ลงให้นั่ง ต่อมานิ้วที่ชี้ติดและกดพุงก็ถอยห่างออกมา เหลือแต่ท่าทางและสายตา ต่อมาก็ใช้นิ้วชี้และสายตาผู้สอนชี้ไปที่เก้าอี้ ต่อมาผู้สอนไม่ใช้นิ้วชี้แต่ใช้แต่สายตา จนกระทั่งเหลือแต่คำสั่งอย่างเดียว เป็นต้น

3.      เทคนิคการให้รางวัลและการลงโทษ (Reinforcements And Punishments)

เทคนิคการให้รางวัลถือเป็นหัวใจของการสร้างเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ผู้สอนจึงต้องใช้การให้รางวัลมากกว่าการลงโทษโดยที่ผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ของการให้รางวัล, เอกลักษณ์หรือการจำแนกแยกแยะและการพัฒนาสิ่งที่นำมาเป็น “รางวัล”, การเลือกรางวัล, กฎของรางวัลและความแตกต่างตลอดจนข่าวสารที่ผู้สอนจะสื่อกับผู้เรียนด้วยรูปแบบต่างๆ ของรางวัล

วัตถุประสงค์หรือหน้าที่ของรางวัล ก็คือ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนทำพฤติกรรมหรือเรียนรู้ทักษะที่ต้องการ โดยเริ่มแรกอาจเป็นแรงจูงใจจากภายนอก แล้วจากแรงจูงใจจากภายนอกจะพัฒนาอย่างไรให้เป็นแรงจูงใจจากภายในตัวของผู้เรียนเอง

ตัวอย่างผู้สอนให้ขนมผู้เรียนซึ่งเป็น รางวัลขั้นพื้นฐานจับต้องและกินได้เพื่อให้ผู้เรียนวาดรูปได้ตามแบบ ไปเรื่อยๆ จากรางวัลที่เป็นขนมเป็นของกินได้ เป็นของเล่นที่ชอบ แล้วก็ขยับขึ้นมาเป็นคำชมซึ่งเป็นรางวัลทางสังคม จนกระทั่งผู้เรียนสามารถวาดได้เองโดยไม่ต้องดูแบบ เข้าใจมโนคติของการวาดรูป จนผู้เรียนสนุกกับการวาดรูปด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยไม่ต้องมีรางวัลจากภายนอกมากระตุ้น อันเป็นรางวัลจากภายในของตัวผู้เรียนเอง

เรียกว่าผู้สอนจะต้องพัฒนารางวัล จากขั้นที่สนองความจำเป็นพื้นฐาน (Needs) ไปสู่ขั้นที่จะตอบสนองความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จสูงสุด (Self-esteems) ของผู้เรียนให้ได้

ทั้งนี้ผู้สอนจะต้องรู้เอกลักษณ์ของรางวัลแต่ละอย่าง และต้องสามารถจำแนกแยกแยะรางวัลสำหรับผู้เรียนที่เป็นออทิสติกแต่ละคน เพราะรางวัลสำหรับคนปกติ หรือผู้เรียนออทิสติกคนหนึ่งอาจเป็นเหมือนการลงโทษสำหรับผู้เรียนออทิสติกอีกคนหนึ่งก็ได้ เช่น ปรกติคุกกี้ไส้ถั่วอาจเป็นของโปรดของชอบของเด็กทั่วไป แต่กับเด็กหรือผู้เรียนออทิสติกบางคน เขาไม่ชอบไส้ถั่วเลย การเอาคุกกี้ไส้ถั่วมาเป็นรางวัลให้เขาจึงอาจเป็นการลงโทษเขาไป เป็นต้น ฉะนั้นผู้สอนจึงจะต้องสังเกตและเรียนรู้ ที่จะวิเคราะห์ให้ได้ว่าอะไรที่เป็นรางวัลหรือแรงจูงใจสำหรับผู้เรียนออทิสติก คนหนึ่งๆ อย่างแท้จริง รางวัลจะต้องเป็นรางวัลจริงๆ

รางวัลจะต้องมีหลากหลาย ทั้งชนิดและรูปแบบและประเภทที่ผู้สอนต้องสันทัดที่จะเลือกรางวัลเอามาใช้กับผู้เรียนในการสอนต่างๆ รางวัลที่ใช้บ่อยซ้ำซากก็จะหมดคุณค่าของการเป็นรางวัลและหมดอำนาจ ที่จะใช้จูงใจผู้เรียนในที่สุด  ผู้สอนจึงจะต้องรู้จักพัฒนารางวัลที่จะนำมาใช้กับผู้เรียนแต่ละคนตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรางวัลที่เป็นขนมให้มากจนเกินไปจนผู้เรียนอิ่มแล้วยังให้อีกก็เป็นการลงโทษไปได้อีกเช่นกัน

นอกจากนี้ด้วยรูปแบบต่างๆ ของรางวัลผู้สอนยังสามารถสื่อข่าวสารให้ผู้เรียนได้รู้สึกถึง ปริมาณหรือคุณภาพของรางวัลที่ผู้เรียนจะได้รับตอบกลับ (Feedback)     จากการตอบสนอง  หรือพฤติกรรมของผู้เรียนซึ่งจะทำให้ผู้เรียนต้องปรับปรุงการตอบสนองหรือพฤติกรรมให้ดีขึ้นไปด้วย

เช่น หากผู้เรียนตั้งใจดีและตอบสนองได้ถูก-ผู้สอนก็ “วาว, ดีมาก” (ทั้งน้ำเสียงและสีหน้า), ผู้เรียนไม่ค่อยตั้งใจแต่ตอบสนองได้ถูก-ผู้สอนก็ “ดี”, ผู้เรียนตั้งใจดีแต่ตอบสนองได้ไม่ถูกหรือผิด-ผู้สอน “พยายามดีมากแต่…” ผู้เรียนทั้งไม่ตั้งใจและไม่ตอบสนอง-ผู้สอนก็”ผิด-ตั้งใจหน่อย” (เสียงดังด้วยน้ำเสียงและสีหน้าตำหนิ) เป็นต้น

ดังนี้ถ้าผู้สอนมีความช่ำชองในการใช้เทคนิคการให้รางวัล จนสามารถหารางวัลใหม่ๆ สำหรับผู้เรียนออทิสติกแต่ละคนได้เรื่อยๆ และสามารถพัฒนารางวัลจากรางวัลภายนอก (ขนม, ของเล่น, ของกิน) ไปสู่รางวัลทางสังคม (คำชมต่างๆ) จนในท้ายที่สุดก็ไปสู่ความพึงพอใจ      ที่จะทำมาจากตัวผู้เรียนเองซึ่งเป็นรางวัลจากภายใน (Self-esteem) ในที่สุดได้เมื่อไร นั่นก็คือ ความสำเร็จขั้นสุดยอดของการเรียนการสอนหรือการฝึกทักษะ

เทคนิคการลงโทษ มักไม่ค่อยนำมาใช้ในการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ แต่มักจะนำไปใช้ในการลด         หรือสลายพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์มากกว่า  หรือถ้าจะนำมาใช้ก็ต้องใช้ให้น้อยที่สุดเท่ากับระดับที่ใช้กับผู้เรียนปกติ

4.   เทคนิคการตะล่อมกล่อมเกลาทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆ (Shaping Procedure)

คือกระบวนการสถาปนาทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆ แก่ผู้เรียนด้วยการอนุมานความสำเร็จของการตอบสนองต่อพฤติกรรมเป้าหมาย แบบว่า แรกๆที่เริ่มการสอนอะไรที่เป็นทักษะใหม่ที่ผู้เรียนยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องทำหรือตอบสนองอย่างถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ แค่เกือบๆ ถูก ผู้สอนก็ให้ผ่าน-ได้รางวัลแล้ว เมื่อสอนไปๆ ผู้เรียนเริ่มเข้าใจมโนคติของทักษะหรือพฤติกรรมที่สอนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้สอนจะให้ผ่าน-ให้รางวัลได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนทำหรือตอบสนองถูกมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้เรียนผ่าน-ได้รางวัลได้ก็ต่อเมื่อทำหรือตอบสนองได้อย่างครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์ในที่สุด

เช่น ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนวงกลม ใหม่ๆ ไม่กลมแค่เบี้ยวๆบูดๆ แต่จุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้ายมาชนกัน ผู้สอนก็ให้รางวัลผู้เรียนแล้ว แต่ต่อไปๆ ผู้เรียนจะต้องวาดเส้นได้เป็นวงกลมจริงๆ ผู้สอนจึงจะให้รางวัล เป็นต้น

 ไม่ให้รางวัล            ให้                ให้

      

ตรงนี้หมายถึงว่าผู้สอนจะต้องมี เกณฑ์มาตรฐานของพฤติกรรมหรือทักษะที่คาดหวัง ให้ผู้เรียนตอบสนองที่ถูกต้องที่สุดอยู่ในแผนการฝึกการสอนแต่ละทักษะ แต่ละพฤติกรรมอยู่ก่อนแล้ว  จึงจะสามารถตะล่อมกล่อมเกลาการตอบสนองของผู้เรียนให้ไปสู่     พฤติกรรมหรือทักษะเป้าหมายที่ต้องการได้

      

5.   เทคนิคการสานต่อพฤติกรรม (Chaining Procedure)

คือกระบวนการที่ผู้สอนนำเอาทักษะแตกย่อย ที่ไม่ซับซ้อนแต่ละส่วนที่ผู้สอนได้ฝึกสอนให้ผู้เรียนทำหรือตอบสนองได้อย่างถูกต้องจนคล่องแล้วโดยไม่มีการแนะ มาสานต่อให้เป็นทักษะหรือพฤติกรรมหนึ่งซึ่งซับซ้อนขึ้นอันเป็นทักษะหรือพฤติกรรมเป้าหมายที่ผู้สอนต้องการสอนผู้เรียน  ทำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

อย่างเช่น การอึแล้วล้างก้น ดังกล่าวไปนั้นเราแตกงานออกเป็น ๖ ขั้นตอน ถ้าทั้งหกขั้นตอนผู้เรียนทำได้จนคล่องแล้ว ผู้สอนจะไม่ต้องสอนหรือบอกทีละอย่างๆ แล้ว มาถึงจุดนี้ หมายถึงว่า ผู้สอนอาจบอกผู้เรียนเลยว่า “อึแล้วล้างก้นด้วยนะ” ผู้เรียนก็สามารถเข้าห้องน้ำไปถอดกางเกงอึแล้วล้างก้นราดส้วมนุ่งกางเกงออกมาจากห้องน้ำเองได้อย่างครบถ้วนเช่นเดียวกับคนปกติ เป็นต้น

6.   เทคนิคการขยายผลพฤติกรรม (Generalization Procedure)

เทคนิคนี้เป็นหนทางที่ผู้สอนจะทำให้ผู้เรียนซึ่งเป็นเด็กหรือบุคคลออทิสติก มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ทักษะใหม่ที่เพิ่งได้เรียนรู้ ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป เพราะเด็กหรือบุคคลออทิสติกมีแนวโน้มที่จะคงลักษณะเรียนรู้อะไรที่เป็นรูปธรรมมากๆ และในลักษณะเฉพาะเจาะจงและไม่เคยพร้อมสำหรับสถานการณ์ใหม่ๆที่เปลี่ยนแปลงไป

เช่น เคยเรียนภาษาไทยกับผู้สอนคนนี้ ในห้องนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้สอนคนนี้ก็ไม่เรียน ถ้าไม่ใช่ห้องนี้ก็ไม่เรียน หรือเคยเรียนวาดเขียนเวลานี้ถ้าไม่ใช่เวลานี้ก็ไม่เรียน ฯลฯ

ลักษณะยึดติดหรือปรับเปลี่ยนปรับตัวอะไรๆ ได้ยากเช่นนี้ของเด็กหรือบุคคลออทิสติกทำให้  เทคนิคการขยายผลพฤติกรรมทรงความสำคัญขั้นชี้ขาดว่าทักษะหรือพฤติกรรมที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว “ใช้ได้”, “ใช้เป็น” แล้วหรือไม่

ฉะนั้นครั้งหนึ่งเมื่อทักษะหนึ่งได้ถูกสอนจนผู้เรียนสามารถทำได้แล้ว ในสิ่งแวดล้อมของการเรียนการสอนการฝึกทักษะหนึ่ง มันจะต้องถูกขยายผลพฤติกรรมให้ผู้เรียนสามารถนำ ทักษะหรือพฤติกรรมที่ได้รับการสร้างเสริมอย่างครบถ้วนแล้วไปใช้ได้ใน ทุกสถานการณ์ ทุกสิ่งเร้าและตอบสนองได้กับทุกผู้คนที่หลากหลาย

ทั้งนี้มีสิ่งที่จะต้องคำนึงถึง ในการขยายผลพฤติกรรมให้กับเด็กหรือบุคคลออทิสติกดังนี้ 

1) การเปลี่ยนวัตถุหรือสื่อหรือสิ่งเร้าที่ใช้ในการเรียนการสอนการฝึกทักษะ

2) การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือห้องเรียนที่ใช้ในการเรียนการสอนการฝึกทักษะ

3) การมีผู้สอนหลายคนในการเรียนการสอนการฝึกทักษะนั้นๆ

4) การมีผู้ปกครองเข้าร่วมในการเรียนการสอนและการฝึกทักษะนั้นๆ ด้วยทั้งที่โรงเรียนหรือที่ศูนย์ และ

5) ผู้ปกครองจะต้องนำทักษะที่ผู้เรียนถูกสอนแล้วที่ศูนย์หรือที่โรงเรียนไปให้ผู้เรียนทำหรือปฏิบัติที่บ้านด้วย

เช่น ผู้สอนสอนให้ผู้เรียนเขียน ก.ด้วยคำสั่งว่า “เขียน ก.ไก่” ผู้เรียนเขียน ก.ไก่ บนสมุดด้วยดินสอได้ในห้องเรียน การขยายผลพฤติกรรมในกรณีนี้ก็คือ ผู้เรียนจะต้องสามารถเขียน “ก.”ไก่ ได้กับ ผู้สอนข, ผู้สอน ค พ่อแม่ เพื่อนฯลฯ ด้วยคำสั่งว่า “เขียน ก.ไก่” “เขียน ก.ไก่สิ” “เอ้า, เขียน ก.ไก่” “เขียนอย่างนี้”(เอารูปตัวอักษร ก.ไก่ ให้ดู), ฯลฯ ผู้เรียนสามารถเขียนก.ไก่ได้ด้วยปากกา ดินสอสี พู่กัน นิ้วมือ บนสมุด บนสมุดวาดเขียน บนฝาผนัง บนพื้นทราย บนดินน้ำมัน ฯลฯ เขียนได้ทั้งในห้องเรียน ห้องสอบ ห้องสมุด ห้องนอนที่บ้าน ห้องนั่งเล่นที่บ้านเพื่อน ฯลฯ

คือทักษะหนึ่งหรือพฤติกรรมหนึ่งเมื่อผู้เรียนทำได้แล้ว  ต้องมีการขยายผลพฤติกรรมกันอย่างรอบด้านให้ผู้เรียนสามารถทำได้ ในทุกกาลและสถานที่ตามความเหมาะสมเฉกเช่นที่คนปกติในสังคมเขาทำกันได้ นั่นเอง

7.   เทคนิคการคงรักษาไว้ซึ่งทักษะที่ทำได้แล้ว (Maintaining Previously Learned Skill Procedure)

หมายถึงว่าทักษะใดๆที่ผู้เรียนทำได้แล้วจะต้องถูกทบทวนเป็นช่วงๆ สลับกับทักษะใหม่ๆ ที่ผู้เรียนได้รับการฝึกสอนเพิ่มเติมเข้ามาเป็นระยะๆ หรือหลอมรวมทักษะเก่าเข้ากับทักษะใหม่หากเป็นไปได้ เช่น สอนให้เขียน ก.ไก่ ได้แล้ว พอสอน เขียน ข.ไข่ ก็ต้องเอา ก.ไก่ มาให้เขียนสลับกันไปด้วย สอน ก.ไก่ ไปแล้วพอสอนถึงสระ-า ก็เอา ก.ไก่มาหลอมรวมกับสระ-า เป็น กา เป็นต้น

        ทั้ง ๗ เทคนิคนี้ ผู้สอนสามารถจะนำไปใช้ในการสอนทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆให้แก่ผู้เรียนออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัมได้ใน ทุกระดับความหนักเบาของกลุ่มอาการโดยเฉพาะกลุ่มที่อาการปานกลางไปจนถึงอาการที่ค่อนข้างหนัก เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมจะยิ่งทวีความสำคัญมากจนถึงขั้นที่ว่า ถ้าไม่ใช้เทคนิคเหล่านี้ก็ไม่อาจสอนผู้เรียนออทิสติกได้

 

เทคนิคการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

        เกี่ยวกับเทคนิคการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (Undesired Behavior Management) นี้ ผู้สอนจะต้องตระหนักและทำใจให้ได้ว่า ผู้เรียนออทิสติกรวมทั้งออทิสติกสเปกตรัมนั้น ในเบื้องต้นพวกเขาแทบจะไม่มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์อะไรเลยสักอย่างเดียว แต่จะเต็มไปด้วยพฤติกรรมที่ขัดขวางการเรียนรู้, ขัดขวางการเรียนการสอนล้วนๆ เช่น เล่นมือ, หมุนตัวเองเป็นลูกข่าง, จับวัตถุมาเคาะ, ทำเสียงประหลาดในลำคออยู่ตลอดเวลา, วิ่งไปมาไม่นิ่ง ฯลฯ

และถึงจะมีพฤติกรรมหรือความสามารถอะไร  ที่ดูน่าตื่นเต้นอยู่บ้าง ก็เป็นแต่เพียงความสามารถ หรือพฤติกรรมซึ่งปราศจากคุณค่าทางสังคมและใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้ มิหนำซ้ำยังเป็นตัวขัดขวางการเรียนรู้อื่นๆ เสียอีกด้วย เช่น พูดเก่ง-ท่องตัวหนังสือหรือพยัญชนะได้เป็นต่อยหอย, จำวันเดือนปีนับถอยหลังไปได้อย่างแม่นจำ, จำยี่ห้อรถได้ทุกยี่ห้อ ฯลฯ ผู้สอนจึงจะต้องมีดุลยพินิจจากสามัญสำนึกของตนเองด้วยว่า ความสามารถอันน่าทึ่งใดของผู้เรียน   ที่อาจจะต้องจัดเข้าอยู่ในกลุ่มพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งจะต้องถูกจัดการด้วย

หลักการจำแนกกำหนดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

จึงจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม มีทั้งที่เห็นอย่างเด่นชัดว่าไม่พึงประสงค์ และที่ไม่เห็นอย่างเด่นชัดว่าไม่พึงประสงค์แต่น่าทึ่ง บางทีผู้สอนจึงอาจจะงุนงง จำแนกไม่ได้ว่า อะไรคือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ที่จะต้องจัดการ ตรงนี้มีหลักพิจารณาง่ายๆ อยู่สามข้อดังนี้

1) พฤติกรรมนั้นเป็นอันตรายต่อตัวผู้เรียนเองและหรือผู้อื่นหรือไม่?

2) พฤติกรรมนั้นขัดขวางการเรียนรู้หรือการเรียนการสอนหรือไม่?

3) พฤติกรรมนั้นขัดขวางการเข้าสังคมหรือไม่?

หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งหรือทุกข้อ ก็พิจารณาได้เลยว่า นั่นคือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ต้องจัดการ ส่วนการจะกำหนดว่าจะจัดการกับพฤติกรรมไหนก่อนไหนหลัง เพราะพฤติกรรมที่จะต้องจัดการช่างมีมากมาย ตรงนี้ผู้สอนจะต้องใช้ดุลยพินิจจากสามัญสำนึกของตนเองเข้าช่วยด้วย

 กระบวนการวิเคราะห์พฤติกรรมไม่พึงประสงค์

เมื่อผู้สอนพิจารณากำหนดได้ถึงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่จะต้องจัดการแล้ว ต่อมาก็เข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์พฤติกรรมนั้น โดยข้อที่จะต้องนำเข้ามาพิจารณาในกระบวนการวิเคราะห์พฤติกรรมให้ได้จะมีหลักๆอยู่ ๓ ข้อ คือ วัตถุประสงค์ของพฤติกรรม, สาเหตุของพฤติกรรม และรูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรม โดยมีรายละเอียดอย่างสังเขป ดังนี้

วัตถุประสงค์ของพฤติกรรม

ก่อนจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของ             พฤติกรรมไม่พึงประสงค์     ที่ผู้เรียนออทิสติกแสดงออกมา ผู้สอนต้องเข้าใจและยอมรับก่อนว่า ผู้เรียนออทิสติกมีข้อบกพร่องหรือขีดจำกัดหนึ่งที่สำคัญคือ ภาษาและการสื่อสาร โดยเฉพาะการไม่มีภาษาพูดหรือมีก็ไม่เพียงพอที่จะสื่อสาร  ที่จะบอกที่จะอธิบายให้ผู้คนรอบข้างรับรู้และเข้าใจถึงสถานการณ์หรือภาวการณ์ยากลำบากอะไรที่ผู้เรียนประสบอยู่

เช่น ความต้องการ (ทางใจ เช่น เรียกร้องความสนใจ, ทางกาย เช่น กระหายน้ำ, หิว), ความทุกข์ทรมาน (ไม่สบาย), ความไม่พอใจ (ครูดุ-เสียงดัง, ตารางเรียนเปลี่ยนกะทันหัน, ครูเปลี่ยน-ปรับตัวไม่ทัน), ความอึดอัดขับข้องใจ (ถูกเรียกร้องให้ทำโน่นทำนี่มากเกินไป-ทนไม่ไหว), การไม่เข้าใจบทเรียน (ครูสอนข้ามขั้นหรือผู้เรียนฟังไม่ทัน), เบื่อ (กิจกรรมซ้ำซาก), เหนื่อย ฯลฯ

เมื่ออยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ ผู้เรียนออทิสติกก็มีอยู่ภาษาเดียว คือ ภาษาออทิสติก ก็คือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆ แบบออทิสติก (Self-Stimulatory Behaviors) เพราะเป็นภาษาเดียว  ที่ผู้เรียนรู้จักคุ้นเคยทำได้ทำเป็นถนัดติดและเสพติดที่จะทำและหมกมุ่นที่จะทำ

เช่น โมโหอาละวาด, ทำร้ายตัวเอง, ทำร้ายผู้อื่น, คราง-หอน-ร้อง, ทำเสียงอยู่ในลำคอ, เต้น-กระโดด, ลุกหนี, หัวเราะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย (หัวเราะแล้วไม่ต้องทำกิจกรรมที่ถูกเรียกร้องให้ทำ), จับวัตถุมาเคาะ (เคาะแล้วไม่ต้องเรียน) ฯลฯ

ผู้สอนจึงจะต้องพิจารณาให้ได้ว่าพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั้นๆ ผู้เรียนแสดงออกมาเพื่อจะสื่อสารหรือบอกให้ผู้สอนทราบถึงสถานการณ์ หรือภาวะอะไรของผู้เรียนในขณะนั้นๆ คือ ผู้สอนต้องวิเคราะห์ให้ได้ถึงวัตถุประสงค์ของการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมนั้นๆของผู้เรียน

โดยถ้าเป็นผู้เรียนที่สามารถเข้าใจภาษาพูดได้บ้างพอสมควรแล้ว    หรือเป็นผู้เรียนที่สามารถเข้าใจภาษาพูดและออกเสียงตามได้ด้วยในระดับหนึ่ง ผู้สอนจะต้องสันทัดในการสอนให้ผู้เรียนรู้จักทำพฤติกรรมที่เป็นทางเลือกอื่นซึ่งสามารถสนอง หรือบอกถึงวัตถุประสงค์ของผู้เรียนได้แต่เหมาะสมกว่าแทน

ยิ่งถ้าเป็นผู้เรียน  ที่สามารถออกเสียงพูดตามได้  ดังกล่าว     ยิ่งง่าย ถ้าผู้สอนไวที่ช่วงชิงสอนบทพูด (Script)  ที่สามารถบอกวัตถุประสงค์ของผู้เรียนได้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือภาวการณ์นั้น ๆ     ที่ผู้เรียนประสบอยู่ได้อย่างทันท่วงที ตรงนี้ผู้เรียนจะได้ทั้งภาษา-บทพูด และการใช้ภาษา-บทพูดนั้น ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ไปด้วยในขณะเดียวกัน

เช่น สำหรับพฤติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องความสนใจ ก็ให้รู้จักการพูดว่า “ครูครับ/ครูคะ, ดูผม/หนู หน่อย”, ถ้าวัตถุประสงค์เพื่อบอกถึงการไม่เข้าใจบทเรียน, ฟังไม่ทัน ก็สอนให้พูดว่า “ครูครับ/ครูคะ, ผม/หนู ฟังไม่ทัน”, “ผม/หนู ไม่เข้าใจ”, “อะไรนะครับ/คะ ถ้าวัตถุประสงค์เพื่อสื่อถึงภาวะไม่สบายก็ “ครูครับ/คะ, ผมปวดหัว/ผมไม่สบาย” ฯลฯ 

สำหรับผู้เรียนที่ยังไม่สามารถเข้าใจภาษาพูด และหรือยังพูดตามไม่ได้หรือยังออกเสียงพูดไม่ได้ ผู้สอนจะต้องใช้สามัญสำนึกประมวลเอา คาดเดาเอาถึงวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมนั้นของผู้เรียนจากสถานการณ์และภาวการณ์ขณะนั้นของผู้เรียน แล้วแก้ปัญหาไปให้สอดคล้อง

เช่น ผู้เรียนมีพฤติกรรมร้องไห้งอแง ตัวก็ร้อน ปากแดง น้ำมูกไหล แน่นอนวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมนี้ก็คือการสื่อถึงความความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยไม่สบาย เป็นต้น

 สาเหตุของพฤติกรรม

เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของโครงสร้างการเรียนการสอนที่ประกอบ    ด้วย ห้องเรียน, ผู้เรียน, ครูผู้สอน, เพื่อนร่วมชั้นเรียน, และกิจกรรมการฝึกทักษะหรือกิจกรรมการเรียนการสอน

ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า แหล่งที่มาของสาเหตุแห่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนจะมาจากอะไร ระหว่าง ห้องเรียนหรือสิ่งแวดล้อม ตัวผู้เรียนเอง ครูผู้สอน เพื่อนและกิจกรรม? และยังอาจจะต้องวิเคราะห์ไปถึงสาเหตุจากนอกโครงสร้างการเรียนการสอนด้วย เช่น ปฏิกิริยาตกค้างมาจากครอบครัว เป็นต้น แต่ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงสาเหตุจากตรงนี้ ผู้สอนจะต้องไม่หลงลืมคุณสมบัติทางธรรมชาติของผู้เรียนออทิสติกที่ทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มผู้เรียน

·       ที่ต่อต้านและปรับตัวยากต่อการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอย่างปัจจุบันทันด่วนจึงชอบอะไรที่เขารู้หรือทำนายหรือคาดผลที่จะติดตามมาได้

·       ที่ไวหรือเฉื่อยต่อสิ่งเร้าธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมที่เป็น แสง-สี, เสียง, กลิ่น, รสและการรับสัมผัสทางผิวหนัง-อุณหภูมิ

·       ที่ประมวลผลข้อมูลข่าวสารได้ทีละช่องทางหรือได้ทีละไม่กี่ช่องทาง เช่น ถ้าเขากำลังพูดเขาก็อาจไม่ฟัง, ถ้ากำลังฟังเขาอาจไม่มอง, ถ้ากำลังพูดอยู่แต่มีคนไปจับหรือสัมผัสตัวข้างหลังเขาการพูดของเขาอาจหยุดชงัก เป็นต้น

·       ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิต้านทานโรคที่มักจะต่ำและที่มักจะมีโรคแทรกซ้อนประจำตัวอีกด้วย เช่น ลมชัก, ภูมิแพ้, ไมเกรน, เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย เป็นต้น

นั่นก็หมายถึงว่า ผู้สอนหรือทีมครูผู้สอนจะต้องจัดโครงสร้างการเรียนการสอนที่ต้องคำนึงถึงคุณลักษณะดังกล่าวนี้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้น ทั้งห้องเรียน, ตัวผู้เรียนเอง, ครู, เพื่อนและกิจกรรมการเรียนการสอน ก็จะเป็นที่มาและสาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนออทิสติกได้ ดังนี้

·        สาเหตุจากห้องเรียน เป็นสภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน หมายถึง การจัดวางวัสดุอุปกรณ์ภายในห้องเรียน มีอะไรที่เป็นสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสที่รบกวนหรือดึงดูดความสนใจ หรือที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกทนไม่ได้วอกแวก ที่จะทำให้ผู้เรียนมีปัญหาพฤติกรรมหรือไม่?

เช่นแสง สี เสียง ในห้องเรียนเป็นอย่างไร? อุณหภูมิในห้องเรียน ร้อนไป เย็นไปหรือไม่? ในห้องเรียนมีเสียงดังไป เสียงมากไปวุ่นวายสับสนหรือไม่? มีวัตถุเคลื่อนไหววับๆ แวมๆ พลิ้วๆ ไหวๆ หรือไม่? ฯลฯ

ต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์ เพราะถ้าเป็นปัญหาจากสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนทางแก้มีอยู่สองทาง คือ ทางหนึ่งในเบื้องต้นจะต้องจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนใหม่ให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียน เช่น ให้อากาศดีโปร่งสบาย เสียงเงียบ แสงพอเพียง เปิดพัดลมถ้าร้อน หาเสื้อให้ใส่เพิ่มถ้าอากาศเย็นปิดหน้าต่างกันลมเข้า ไม่ติดแปะอุปกรณ์อะไรที่เคลื่อนไหว ฯลฯ

อีกทางหนึ่งก็คือต่อๆ มาจะต้อง ค่อยๆ ฝึกผู้เรียนให้ทนกับสภาพแวดล้อมซึ่งมีสิ่งเร้าได้มากขึ้นๆ ทีละน้อยจนทนได้เท่าผู้เรียนปกติ ให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ท่ามกลางแสงสีเสียง ที่รบกวนได้เท่าผู้เรียนปกติ โดยผู้สอนต้องมีวิธีเรียกความสนใจของผู้เรียน ฝึกผู้เรียนให้สามารถรวมศูนย์ความสนใจ (Focus) มาอยู่ที่กิจกรรมที่ผู้สอนกำลังสอนอยู่ให้ได้

นอกจากนี้จากการที่ออทิสติกเป็นกลุ่มผู้เรียนที่ไว หรือเฉื่อยต่อสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อมดังกล่าว การจัดห้องเรียนให้เป็นระเบียบ เป็นสัดส่วน ง่ายต่อการแยกแยะทางประสาทสัมผัสของผู้เรียน จะช่วยได้มาก

·       สาเหตุจากตัวผู้เรียนเอง ตรงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสุขภาพ โรคประจำตัว โรคภัยไข้เจ็บ การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น ลมชัก ภูมิแพ้-หวัด ฟันหัก-ฟันขึ้น เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ฯลฯ

ตรงนี้ด้านหนึ่งต้องแก้ด้วยการแพทย์ คือ การรักษาด้วยยา ซึ่งผู้สอนจะต้องกุมสภาพทางด้านสุขภาพของผู้เรียนออทิสติก แต่ละคนในความรับผิดชอบของตนเองให้ได้ด้วย โดยการประสานกับผู้ปกครองและหรือกับเครือข่ายฝ่ายการพยาบาลของโรงเรียนหรือสถานศึกษา ผู้สอนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับยาที่มีการใช้กับผู้เรียนแต่ละคนด้วยเพราะพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างของผู้เรียน อาจมีสาเหตุมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้

อีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้เรียนที่มีภาษาพูดแล้วก็ต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักที่จะบอกเกี่ยวกับอาการที่เจ็บป่วยและการร้องขอความช่วยเหลือ เช่น  “ครูครับ/คะ ผม/หนู ปวดหัว/ปวดฟัน”,  “ครูครับ/คะ ผม/หนู หายใจไม่ออก” ฯลฯ

·       สาเหตุจากครูผู้สอน ส่วนใหญ่ผู้เรียนออทิสติกจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์กับผู้สอนที่

1) ผู้สอนที่เพิ่งเข้ามาใหม่   ที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจว่าเป็นใครมาทำไมมาทำอะไรจึงต้องยังอยู่ในระยะปรับตัว

2) ผู้สอนที่ไม่ปรับเปลี่ยนปรับปรุงวิธีการสอน-   สอนซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ไม่สนุก ทั้งน้ำเสียงสีหน้าท่าทางไม่น่าสนใจ ซังกะตายสอน สอนอย่างเสียไม่ได้ จึงดึงดูดความสนใจของผู้เรียนไม่ได้

3) ผู้สอนที่ขาดเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม     สอนแล้วผู้เรียน  ทำทักษะที่ผู้สอนสอนไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจ    และไม่ได้มโนคติของสิ่งที่ผู้สอนสอน

4) ผู้สอนที่ไม่ยึดกุมฐานพฤติกรรมของผู้เรียนหรือยังยึดกุมไม่ได้หรือยึดกุมได้ไม่หมด แล้วสอนในสิ่งที่ยากเกินไปหรือสอนข้ามขั้น โดยที่ผู้เรียนยังขาดทักษะที่จำเป็นที่ต้องมีมาก่อน สิ่งที่ผู้สอนกำลังสอนอยู่ในขณะนั้น

5) ผู้สอนที่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส ที่ผู้เรียนชอบหรือที่ผู้เรียนทนไม่ได้ เช่น น้ำเสียง กลิ่นตัว กลิ่นปาก ฯลฯ

ถ้าสาเหตุจากครูหรือผู้สอนแบบนี้ ก็ต้องแก้ที่ตัวครูหรือผู้สอนเท่านั้น ที่จะต้องกุมฐานพฤติกรรม (Base Lines) ของผู้เรียนให้ได้ ที่จะต้องศึกษาและเตรียมแผนการสอนและแผนการจัดกิจกรรม ให้เร้าใจตื่นเต้นสนุกสนานน่าสนใจ ที่จะต้องยึดกุมเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมให้ใช้ได้อย่างช่ำชอง   และใช้ให้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการฝึกผู้เรียนให้เคยชินที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้เรียนได้กับ ครูหรือผู้สอนหลายๆคนที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา

·       สาเหตุจากเพื่อน เมื่อพูดถึงเพื่อน ปัญหาของผู้เรียนออทิสติก ก็คือ ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่เป็น จึงไม่เล่นกับเพื่อน จึงแยกตัวหรือถึงเขาจะไม่แยกตัว เพื่อนก็ไม่เล่นกับเขาอยู่ดี เพราะเขาเล่นอะไรก็ไม่เป็น

พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนจากสาเหตุนี้ก็คือ ถ้าปล่อยให้อยู่กับเพื่อนตามลำพัง ก็มีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเองโดยไม่สนใจเพื่อน หรือหากมีเพื่อนมามากมาหลายคนผู้เรียนก็จะยิ่งตื่นตัวคุมตัวเองไม่ได้ก็ยิ่งจะมีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเอง สาเหตุ ไม่ใช่เพราะผู้เรียนไม่สนใจเพื่อนหรือไม่อยากเล่นกับเพื่อนจริง ๆ แต่เพราะผู้เรียนออทิสติกไม่รู้จักวิธีที่จะเล่นหรือวิธีที่จะปฏิสัมพันธ์กับพื่อน

ทางแก้ก็คือ สอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเพื่อน เช่น สอนให้ผู้เรียนได้มโนคติเกี่ยวกับเพื่อน สอนภาษาที่ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน สอนการเล่นต่างๆที่เพื่อนในวัยของผู้เรียนนิยมเล่น กระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อน ให้ผู้เรียนฝึกบทพูดบทสนทนาที่จะไปใช้กับเพื่อน ฯลฯ ในที่สุดก็คือฝึกสอนให้ผู้เรียนรู้จักการมีเพื่อนและการเป็นเพื่อน โดยที่ผู้สอนหรือทีมงานของผู้สอนจะต้องแสวงหาและจัดตั้ง เพื่อน ที่เหมาะสมให้ผู้เรียนด้วยเป็นสำคัญ

นอกจากนี้สิ่งที่     ผู้สอนไม่ควรหลงลืมอย่างเด็ดขาดคือกิจกรรมรวมกลุ่ม    ที่จะให้ผู้เรียนเข้าไปร่วมนั้น ผู้สอนจะต้องสอนจะต้องตระเตรียมให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมนั้นได้ ก่อนเข้ากลุ่มแล้ว ไม่เช่นนั้น  เมื่อเข้ากลุ่มหรือทำกิจกรรมอะไรที่ต้องทำเป็นกลุ่มที่เรียกกันว่ากิจกรรมแบบ “บูรณาการ” ผู้เรียนออทิสติกก็จะทำแต่พฤติกรรมกระตุ้น  ซึ่งหากไม่ตระเตรียมผู้เรียนเสียก่อนก็จะเป็นกิจกรรมที่ เสียเวลาเปล่าสำหรับผู้เรียน

·       สาเหตุจากกิจกรรมการฝึกทักษะและกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นสาเหตุจากกิจกรรมตรงนี้ ปัญหาของผู้เรียนออทิสติก จะอยู่ที่ตารางเวลาของการจัดกิจกรรม     และความสม่ำเสมอต่อเนื่องของการจัดกิจกรรม

ผู้สอน  และหรือทีมผู้สอน       จึงจะต้องนึกไว้ในใจ อยู่เสมอว่าผู้เรียนออทิสติก  เป็นกลุ่มผู้เรียนที่ปรับตัวยากต่อการเปลี่ยนแปลงและจะเป็นการง่ายกว่าถ้าให้ผู้เรียน  รู้ว่าเมื่อเขาทำกิจกรรมนี้แล้วต่อไปเขาจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อเรียนวิชานี้แล้วต่อไปเขาจะเรียนวิชาอะไรกับใคร คือ  ออทิสติกจะรู้สึกสบายใจและปลอดภัย  ถ้าเขารู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น และเขาควรจะทำอย่างไร ฉะนั้นกิจกรรมการเรียนการสอน   จึงควรมีตารางเวลาที่แน่นอน ซึ่งก็เช่นเดียวกับผู้เรียนปกติที่ผู้เรียนออทิสติกจะต้องมี ตารางสอน

จากการที่ออทิสติกเป็นกลุ่มผู้เรียน ที่ปรับตัวอยากต่อการเปลี่ยนแปลงทำให้  การหยุดกิจกรรมที่เคยทำหรือวิชาที่เคยเรียน หรือการหยุดเรียน หรือการปิดเรียนบ่อย หรือการหยุดเรียนโดยไม่มีการตระเตรียมที่เพียงพอจะทำให้ผู้เรียนออทิสติกถดถอยทางพฤติกรรม

การจัดกิจกรรมการฝึกทักษะกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนออทิสติก จึงต้องให้ความสำคัญ     จึงต้องคำนึงถึง  ความสม่ำเสมอต่อเนื่อง

 

รูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรม

             พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนออทิสติก แสดงออกได้ในหลายรูปแบบ ในที่นี้จะยกมากล่าวเฉพาะที่พบเห็นบ่อย

·        แบบโมโหอาละวาด เช่น ร้องอาละวาดแล้วทำร้ายตัวเองและคนที่อยู่ใกล้ตัวด้วยการ ดึงผม, หยิก, กัด, เอาคางกด, เอามือตี, เอาเล็บจิก, เอานิ้วกด, ผลัก, กระชาก ฯลฯ

·        แบบกระตุ้นตัวเองด้วยท่าทางแปลกๆ เช่น เอาวัตถุมาเคาะ, ไม่มีวัตถุก็ใช้มือเคาะ, หมุนตัวเป็นลูกค่าง, ตบมือ, ทำเสียงในลำคอ-คาง-หอน, กระโดดเต้นไปรอบๆ, เหม่อลอย ฯลฯ

·        แบบเศร้า เช่น อยู่ๆ ก็เบะหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่มีเหตุผล ฯลฯ

·      แบบต่อต้าน เช่น ไม่ยอมเขียน-กดดินสอจนหัก, ไม่ยอมไปไม่ยอมเดินไม่ยอมลุกจากที่ไม่ยอมทำ-ตามคำสั่ง ฯลฯ

·        แบบร่าเริงสุดขีด เช่น ยิ้มหัวเราะอย่างไม่มีเหตุผล, หัวเราะแบบจั๊กจี้อย่างหยุดไม่ได้ ฯลฯ

·       แบบหลีกเลี่ยง เช่น จะลุกไปฉี่บ่อย, ขอน้ำดื่มบ่อย, ลุกหนีจากโต๊ะเรียน-จากกิจกรรมที่ทำ ไปทำพฤติกรรมกระตุ้น, เอามือคว้าโน่นจับนี่ไม่อยู่นิ่ง-ทำอย่างนี้แล้วผู้สอนก็จะสาละวนห้าม / ผู้เรียนก็ไม่ต้องทำกิจกรรมที่ถูกสอน ฯลฯ

รูปแบบการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวนี้ เป็นอุปสรรคขัดขวางกระบวนการฝึกทักษะและกระบวนการเรียนการสอน อย่างยิ่งยวด หากผู้สอนไม่มีเทคนิค        ที่จะจัดการกับพฤติกรรมเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและอย่างว่องไวทันท่วงที ก็แทบว่าจะฝึกจะสอนอะไรให้แก่ผู้เรียนไม่ได้เลย

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาได้ถึงพฤติกรรมเป้าหมาย และเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์จนทราบถึงวัตถุประสงค์, สาเหตุและรูปแบบของพฤติกรรมดังกล่าวแล้วก็จะต้องตอบคำถาม ใคร, อะไร, เมื่อไรและที่ไหน ขณะเมื่อพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นให้ได้

เช่น ใคร-ใครปรากฏตัวขึ้นขณะเมื่อเกิดพฤติกรรม ครู/ผู้เรียนคนอื่น/พี่เลี้ยง? มีคนมากเท่าไร ใครหายไป ใครแปลกหน้าเข้ามา ฯลฯ, อะไร-อะไรเกิดขึ้นขณะเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์-ผู้เรียนถูกเรียกร้องให้เข้าร่วมกลุ่ม หรือให้หยุดกิจกรรมที่ชอบ/กิจกรรมยาก-ง่ายเกินไป/ผู้เรียนคนอื่นกำลังทำอะไร? ฯลฯ, เมื่อไร-ที่พฤติกรรมเกิด-ไม่เกิด/เกิดเมื่อให้ทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่แน่นอน/เกิดระหว่างเมื่อจะส่งต่อจากกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่ง ฯลฯ, ที่ไหน- ที่พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นบ่อยที่สุด/ห้องเรียน/ห้องนั่งเล่น/ห้องครัว/ข้างนอก/ในรถ/เฉพาะเจาะจงลงไปอีก/เกิดขึ้นในส่วนไหนของห้อง? เฉพาะเมื่อผู้เรียนนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนของตน/เฉพาะเมื่อผู้เรียนนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง? ฯลฯ

สี่คำถามที่ว่า ใคร, อะไร, เมื่อไร, และที่ไหนนี้จะนำไปสู่คำถามที่ห้าคือ ทำไม โดยคำตอบจากทั้งสี่คำถามจะให้ข้อมูลที่จำเป็นซึ่งจะนำไปสู่คำตอบของคำถามว่าทำไม จากคำตอบของคำถามว่าทำไมก็จะนำไปสู่สู่สมมติฐานที่ทำให้ผู้สอนสามารถวางแผนการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นๆ ของผู้เรียนจากฐานของข้อมูลตรงนี้ได้

 กระบวนการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

         มีอยู่ ๒ ระดับคือ ระดับแรกป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หรือให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ระดับต่อมาคือจัดการกับปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้าเมื่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นเพราะการป้องกันอย่างสัมบูรณ์ร้อยเปอร็เซนต์เป็นไปไม่ได้

 การป้องกันการเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

การป้องกันไม่ให้ผู้เรียนทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยหลักการทำได้ไม่ยากแต่ทำจริงได้ยาก โดยหลักการก็คือให้จัดทำแผนการจัดกิจกรรมการฝึกทักษะและแผนการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของออทิสติก แล้วค่อยๆ ใช้กิจกรรมการฝึกทักษะและกิจกรรมการเรียนการสอนปรับเปลี่ยนธรรมชาติของออทิสติกให้ได้ใกล้เคียง หรือให้ได้ในระดับเท่ากับที่ผู้เรียนปกติทนหรือทำได้ โดยอยู่บนฐานข้อมูลจากกระบวนการวิเคราะห์ดังที่กล่าวไปแล้ว 

เช่น ในรายที่ผู้เรียนพอมีฐานทางภาษาและการติดต่อสื่อสารบ้างแล้วหากจะมีการเปลี่ยนสถานที่เรียน, มีการเปลี่ยนครูผู้สอน, มีเพื่อนร่วมห้องที่จะเพิ่มเข้ามาใหม่อาจจะต้องอธิบายบอกกล่าวผู้เรียนก่อนล่วงหน้า เพราะผู้เรียนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยาก เมื่อทอดระยะเวลานานไปจนผู้เรียนเข้าใจหรือได้มโนคติว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องมีเกิดขึ้นบ้าง เป็นครั้งคราวหรือเป็นประจำ การอธิบายบอกกล่าวแบบนี้ก็อาจหมดความจำเป็น เป็นต้น

ที่ว่าทำจริงได้ยากก็คือ ในความเป็นจริงบุคลากรผู้สอนหรือทีมครูผู้สอนด้านหนึ่งมักไม่ตระหนักหรือไม่เข้าใจธรรมชาติของออทิสติก อีกด้านหนึ่งต้นสังกัดของผู้สอนหรือหน่วยงานที่ผู้สอนต้องสังกัด  ก็ไม่เข้าใจการทำงานของผู้สอนผู้เรียนออทิสติก มักมีกิจกรรมที่ต้องดึงครูผู้สอนไปทำงานอื่น ที่ไม่ใช้งานสอนทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนการฝึกทักษะของผู้เรียนไม่ต่อเนื่อง ทำให้ผู้เรียนต้องปรับตัวบ่อยๆ เกิดการถดถอยทางพฤติกรรมบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

เกี่ยวกับการจัดการต่างๆใดๆ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนกลุ่มนี้นั้น ได้กล่าวไปค่อนข้างมาก แทรกอยู่แล้วในตอนต้นๆ และยังจะมีรายละเอียดอยู่ในเรื่องทักษะต่างๆ ใน “คู่มือการจัดทำหลักสูตรในบุคคลออทิสติก” ที่กองทุนจะประมวลเป็นงานชิ้นต่อไปเร็วๆนี้

 การจัดการกับปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้า

พฤติกรรมไม่พึงประสงค์กับ    ผู้เรียนกลุ่มออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม เป็นปรากฏการณ์ปกติที่ผู้สอนจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมการรับสถานการณ์ ซึ่งเมื่อเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการวิเคราะห์ จนได้สมมติฐานถึงวัตถุประสงค์, สาเหตุและรูปแบบของพฤติกรรมแล้ว    ก็มาถึงการจัดการกับปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้าของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ ในขณะนั้นๆ ดังนี้

พฤติกรรมแบบโมโหอาละวาด พฤติกรรมแบบนี้ถ้ามีผู้สอนคนเดียวค่อนข้างลำบากและจัดการได้ยาก โดยเฉพาะกับผู้เรียนที่ตัวโตแล้ว เพราะส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีจับล็อค, ถอยห่างและคอยระวังไม่ให้เกิดอันตราย ดังนี้

จับล็อค ถ้าผู้เรียนดึงผม, หยิก,กัด,เอาคางกด,เอานิ้วจิก ฯลฯ-คือโจมตี-ทำร้ายผู้สอน ขณะที่ผู้สอนคนที่ถูกผู้เรียนดึงผมหรือโจมตี  พยายามปลดมือผู้เรียนออกจาก ผมหรือส่วนของร่างกายที่ถูกผู้เรียนโจมตี ผู้สอนอีกคนต้องเข้ามาด้านหลังผู้เรียน   และใช้มือปิดตาทั้งสองข้างของผู้เรียนจากด้านหลังแล้วนับหนึ่งถึงสิบหนึ่งถึงยี่สิบดังๆ เพื่อให้ในสมองของผู้เรียนเกิดการสังเคราะห์ข้อมูลใหม่-หรือที่ภาษาชาวบ้านเราว่า “ได้สติ”

ถอยห่าง ถ้าผู้เรียนผลัก กระชาก หรือเอาเท้าเตะผู้สอน ผู้สอนต้องถอยห่างออกมาในรัศมีที่ผู้เรียนจะเข้าถึงตัวผู้สอนไม่ได้

คอยระวังไม่ให้เกิดอันตราย ถ้าผู้เรียนทำร้ายตัวเอง-จับมือผู้เรียนล็อค-ปล่อย / กำจัดอุปกรณ์หรืออะไรที่ผู้เรียนจะคว้าจับเอามาให้ทำร้าย-เป็นอันตรายกับตัวเองได้

คอยรับด้วยผ้าหรือหมอนหรือมือ ถ้าผู้เรียนโขกศีรษะกับข้างฝากับพื้นกับโต๊ะ ฯลฯ

แบบกระตุ้นตัวเองด้วยท่าทางแปลกๆ พฤติกรรมแบบนี้ ใช้วิธีการล็อคอวัยวะผู้เรียนที่ใช้กระตุ้น ให้หยุดนิ่งพร้อมๆกับการห้ามด้วยคำสั่ง และห้ามด้วยภาษาท่าทาง เช่น

การล็อคอวัยวะ ที่ผู้เรียนใช้กระตุ้นให้หยุดนิ่ง เช่น จับมือล็อคให้เขียนถ้าผู้เรียนเอาดินสอไปเคาะ, จับศีรษะให้อยู่กับที่ เพื่อจะได้กวาดสายตาดูตัวอักษรในหนังสือ ตามที่ผู้สอนชี้บอกให้อ่าน กรณีผู้เรียนเหม่อลอยไม่ยอมมองหนังสือที่ให้อ่าน, ฯลฯ

การห้ามด้วยคำสั่ง “ผิด”, “นั่งเรียบร้อย”, “หยุด” ฯลฯ

การห้ามด้วยภาษาท่าทาง ในรายที่ผู้เรียนเริ่มรับรู้ทางภาษาบ้างแล้ว และได้ มโนคติของภาษาท่าทาง-น้ำเสียง ดุ ไม่พอใจ บางทีแค่มองด้วยสายตาหรือส่งเสียงให้รู้ว่าดุว่าผิดทำไม่ได้ ผู้เรียนก็สามารถหยุด พฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั้นได้

เป็นต้น

แบบเศร้า แบบนี้อาจใช้สัมผัสอบอุ่นเข้าช่วย กอด ปลอบ พูดคุย-จากการคาดเดาเอาว่าผู้เรียนจะเศร้าจากอะไร ถ้าเป็นผู้เรียนที่มีภาษาแล้วก็ง่ายขึ้นก็อธิบายปลอบโยน พร้อมทั้งเบี่ยงเบนให้สนใจกิจกรรมอย่างอื่น

แบบต่อต้าน ให้ผู้สอนยืนยันให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่ผู้สอนสั่งให้เสร็จถึงเป้าหมาย แต่ถ้าการต่อต้านทวีความรุนแรงอย่างไรก็ไม่ยอมทำ ก็ให้วกกลับมาทำกิจกรรมง่ายๆ ให้เสร็จแล้วค่อยให้หยุดกิจกรรมนั้นหรือพัก ถ้าผู้เรียนต่อต้านด้วยการแกล้งทำดินสอหักก็ให้ดินแท่งใหม่เรื่อยๆ ให้ผู้เรียนตระหนักที่แกล้งทำแบบนั้นว่าไม่ได้ผล

แบบร่าเริงสุดขีด ผู้เรียนออทิสติกแทบทุกคนจะต้องมีช่วงเวลาที่หัวเราะขำอะไรอย่างหยุดไม่ได้ อย่างไม่มีสาเหตุ ตรงนี้ให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนให้ทำกิจกรรมอื่นๆ โดยไม่สนใจว่าผู้เรียนกำลังหัวเราะอยู่ เช่น สั่งให้ทำกิจกรรมง่ายๆ หลายๆ คำสั่งติดๆกัน หรือคำสั่งเดียวจนผู้เรียนเหนื่อยๆก็จะหยุดหัวเราะได้ เป็นต้นว่า ยกแขน,ยืนขึ้น นั่งลง อ้าปากเป่าปาก จู๋ปาก ฯลฯ

แบบหลีกเลี่ยง แบบนี้ผู้สอนต้องมีไหวพริบที่จะต้องอ่านพฤติกรรมของผู้เรียนให้ออกไม่หลงกลผู้เรียน และผู้สอนจะต้องจัดผู้เรียนให้อยู่กับกิจกรรม ที่ผู้สอนกำลังสอนอยู่ให้ได้โดยดำเนินการสอน หรือดำเนินกิจกรรมต่อไปโดยไม่สนใจหรือเพิกเฉย  ต่อพฤติกรรมผู้เรียน เช่น ผู้เรียน “ครูครับ, ขออนุญาตไปฉี่” “ครูครับ, ขอน้ำ” ทั้งๆที่ผู้เรียนเพิ่งไปฉี่มาเมื่อกี้ หรือเพิ่งได้ดื่มน้ำไปเมื่อกี้ อย่างนี้ผู้สอนจะต้องเฉยไม่อนุญาต แต่จะต้องทำการสอนต่อไป เสมือนไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้เรียนร้องขอ เป็นต้น

 

บทสรุป

        เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมเป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นมาจากฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ ในวิชาพฤติกรรมศาสตร์อันเป็นศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้งานได้ในชีวิตจริง บุคลากรที่นำเอาองค์ความรู้ตรงนี้มาใช้งานส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของนักบำบัด เช่น นักจิตวิทยา นักจิตวิทยาคลินิก นักพฤติกรรมบำบัด ฯลฯ ซึ่งสายงานของนักบำบัดเหล่านี้จะผูกติดหรืออยู่ในการควบคุมหรืออยู่ในเครือข่ายของบุคลากรทางการแพทย์  หรือผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ หรือก็คือ แพทย์ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการบำบัดรักษา “โรคภัยไข้เจ็บ” ที่มาเบียดเบียนมนุษย์ด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งผ่านการพิสูจน์ ผ่านการทดสอบ และผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่า “ได้ผล” ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์

สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันตรงนี้ก็คือ แพทย์ก็ดี นักบำบัดก็ดี ทั้งโดยหน้าที่(มีหน้าที่รักษาโรคให้หายหรือให้บรรเทาเบาบางลง) โดยชื่อ(นักบำบัด)และโดยการอบรมบ่มเพาะรวมทั้งโดยกระบวนการทำงาน (ที่ให้ “ผู้ป่วย” หรือ “ผู้ถูกบำบัด” ไปพบเป็นครั้งคราวๆละไม่กี่นาที เพื่อตรวจวินิจฉัยให้การรักษาให้ยามากินต่อที่บ้านหรือแนะนำให้มาปฏิบัติตัวต่อที่บ้านเช่นเดียวกับที่ทำกับผู้ที่เป็น “โรคภัยไข้เจ็บ” อื่นๆ) แสดงถึงว่า กลุ่มแพทย์ก็ดี กลุ่มนักบำบัดก็ดี มองออทิสติกหรือกลุ่มคนที่มีกลุ่มอาการของออทิซึ่มในมุมมองของการบำบัดรักษาเป็นด้านหลัก

การจัดการช่วยเหลือออทิสติกจาก มุมมองของการบำบัดรักษาเป็นด้านหลักเช่นนี้ ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้ช่วยออทิสติกส่วนข้างมากให้สามารถหลุดพ้นจาก กลุ่มอาการออทิซึ่มมาใช้ชีวิตอิสระในสังคมร่วมกับมนุษย์ปกติซึ่งเป็นประชากรมนุษย์ส่วนข้างมาก ของสังคมได้ มิหนำซ้ำยังทำให้เสียเวลาอันมีค่าในการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นซ้ำเติมเข้าไปอีกอย่างน่าเสียดาย แต่มิได้หมายความว่าแพทย์หรือนักบำบัดไม่มีความสำคัญต่อออทิสติกตรงกันข้ามมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่จะมีบทบาทอย่างไร? คงเป็นอีกเรื่องที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันคิดให้มีการจัดสรรบทบาทภาระหน้าที่กันให้แจ่มชัดระหว่าง พ่อแม่-ผู้ปกครอง, หมอ-นักบำบัดและครู

ดังนั้น ณ เวลานี้ที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่สามารถสรรหายาหรือการรักษาอื่นใดที่พิสูจน์ว่าได้ผลอย่างเด็ดขาดแบบที่ทำได้กับการรักษาไข้หวัด, ไข้มาลาเรีย ฯลฯ อย่างนี้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง   เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับออทิสติกเสียใหม่จากมุมมองของการรักษาเป็นหลักมาเป็นมุมมองของการศึกษาเป็นหลัก เพราะที่พิสูจน์ได้ ณ เวลานี้ คือ ออทิสติกเกือบครึ่ง สามารถหลุดจากกลุ่มอาการออทิซึ่มแล้วเข้าอยู่ในโรงเรียนปกติ ในสังคมปกติได้ก็โดยการฝึกฝนทักษะซึ่งจำเป็นอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่องและอย่างเข้มข้น โดยการได้รับโอกาสทางการศึกษาร่วมกับเด็กหรือคนหรือมนุษย์ปกติเท่านั้น

จึงสำคัญที่จะต้องตระหนักกันให้หนักๆ ในระหว่างผู้คนที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับออทิสติกทุกคนทุกส่วน ก็คือ ต้องตระหนักว่า ออทิสติกแม้จะมีความผิดปกติที่โครงสร้างของสมองหรือระบบประสาทส่วนกลาง  ทั้งยังจะมีความไม่ปกติของสารเคมีในระบบประสาทส่วนกลางดังกล่าวนี้อยู่ด้วย แต่ออทิสติกก็ยังมี "สมอง" และ "อะไร" ที่สามารถพัฒนาได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ปกติในเกณฑ์เฉลี่ย และสมองเป็นเรื่องของ "การเรียนรู้" และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของสังคมมนุษย์ ก็คือระบบที่เราเรียกว่า "การศึกษา" และสำหรับออทิสติกจะต้องเป็น "การศึกษาอย่างเข้มข้น" จึงจะต้องจัดให้มนุษย์ออทิสติกได้เข้าสู่ระบบการศึกษาของมนุษย์ปกติในวัยเดียวกันให้ได้โดยเร็ว

แนวปฏิบัติใดที่กักออทิสติกไว้ให้อยู่กับ  ระบบการบำบัดรักษาเนิ่นนานเกินไปโดยตัดขาดกับสังคมของเด็กในวัยเดียวกัน หรือทำให้ออทิสติกเข้าสู่ระบบการศึกษาร่วมกับมนุษย์ปกติในวัยเดียวกันล่าช้าออกไป เป็นแนวปฏิบัติที่ผิด

ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการถ่ายโอนองค์ความรู้ที่จำเป็น จากบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่จะต้องใช้ในการฝึกสอนทักษะที่จำเป็นแก่ออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัมมาให้แก่บุคลากรด้านการศึกษา โดยเฉพาะครูผู้สอนทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน

ยิ่งเมื่อประสานเข้ากับทิศทางของการจัดการศึกษาพิเศษกลุ่มออทิสติก และออทิสติกสเปกตรัม ที่จะต้องกำหนดให้โรงเรียนและหรือสถานศึกษาปกติต้องเปิดรับผู้เรียนกลุ่มนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข จึงยิ่งจะต้องบรรจุเอาองค์ความรู้ดังกล่าวไว้ในหลักสูตรของการอบรมบ่มเพาะผู้ที่จะเข้าสู่วิชาชีพครูทุกสาขาทันที โดยไม่ต้องรอการเปิดภาควิชาการศึกษาพิเศษแต่อย่างใด เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกสาขาในโรงเรียนหรือสถานศึกษาปกติสามารถสอนผู้เรียนกลุ่มนี้ได้ทุกคน.

 

อ้างอิง

O. Ivar Lovaas, Ph.D., Teaching Developmentally Disabled Children, The ME Book, 1981, PRO-ED, Inc. Texas.

David L. Holm, Ed. D., Executive Editor, EDEN INSTITUTE CURRICULUM, 1990, The Eden Foundation, Inc., Princeton.

Ron Leaf & John McEachin, Editors, A WORK IN PROGRESS-Behavior Management Strategies and a Curriculum for Intensive Behavioral Treatment of Autism, 1999, DRL Books, L.L.C., New York.

Linda A. Hodgdon, M. ED., CCC-SLP, Visual Strategies For Improving Communication-Volume 1: Practical Supports for School and Home, Seventh Printing, 1999, Quirk Roberts Publishing, Troy, Michigan.

Edited by Geraldine Dawson, Ph.D., AUTISM-Nature, Diagnosis, and Treatment, 1989, THE GUILFORD PRESS, New York.

Mark L. Sundberg, Ph.D. & James W. Partington, Ph.D., Teaching Language to Children with Autism or Other Developmental Disabilities, 1998, Behavior Analysts, Inc. CA.

Raymond G. Romanczyk, Ph.D., Stephanie Lockshin, Ph.D., M.Ed., and Linda Matey, M.Ed., INDIVIDUALIZED GOAL SELECTION CURRICULUM, 1996, CBTA, N.Y.

Autism Society of America, “Challenging Behaviors”, http://www.autism-society.org/